บทที่ 6: ถึงชนทุกเผ่าพันธุ์

บทที่ 6: ถึงชนทุกเผ่าพันธุ์

"จาเป็นที่ข้าพเจ้าจะต้องประกาศข่าวประเสริฐ ถ้าข้าพเจ้าไม่ประกาศ วิบัติจะเกิดแก่ข้าพเจ้า" (1 โครินธ์ 9:16)

ชายร่างเล็กชาวนากรีโตเปลือยอกมีผ้าขาวม้าเพียงผืนเดียวพันกายนั่งอยู่บน เก้าอี้เตี้ยๆ ดวงตาสีน้าตาลของเขามีแววตื่นเต้นประหลาดใจ แอน เชอร์วูดนั่งอยู่ข้างเครื่องบันทึกเสียงกาลังรอสัญญาณจากจอยที่จะเปิดเครื่อง ส่วนเจ้าภาพชาวฟิลิปปินส์ชื่อแมกเกใส่เสื้อสีขาวดูสะอาดตาและสวมกระโปรงบานนั่งอยู่ข้างๆ จอย พร้อมกับชายร่างเล็กสูงอายุที่ไม่เหลือฟันสักซี่ท่าทางกระตือรือร้น ทุกอย่างพร้อมแล้ว

จอยถือไมโครโฟนอยู่ในมือและพูดเสียงชัดว่า

"พระเจ้า ผู้สร้างฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลก และทุกสิ่งในนั้น ได้ส่งข่าวมายังทุกคนที่อยู่ในโลก..." จากนั้นเธอส่งไมค์ให้นางแมกเก

นางแมกเกพูดประโยคเดียวกันเป็นภาษาไอบานอก ชายร่างเล็กท่าทางกระ ตือรือร้นและรู้ภาษาอังกฤษนิดหน่อยกาลังตั้งใจฟัง เมื่อนางแมกเกส่งไมค์ให้ เขาจับไมค์ด้วยความมั่นใจแล้วพูดประโยคเดียวกัน คราวนี้ชายชาวนากรีโตฟังด้วยความตั้งใจเพราะเป็นภาษาที่เขาเข้าใจ นั่นคือภาษาพาลานานนากรีโต เวลานั้นไมค์ถูกส่งมาให้เขา ร่างผิวสีน้าตาลของเขาเริ่มเกร็งและผมหยิกๆ ของเขาก็สั่น เขาจับไมค์และพูดประโยคที่ได้ยินลงในไมค์ด้วยเสียงดังเป็นภาษาของเขา

"เปิดฟังสิ !" จอยกระซิบบอก แอนจึงกรอเทปกลับแล้วเปิดให้ฟัง มีเสียงพูดที่ชัดเจนของจอย ชายชาวนากรีโตนั่งฟังนิ่ง ต่อมาเป็นเสียงพูดของผู้หญิงชาวฟิลิป ปินส์ ชายชาวนากรีโตยังนั่งฟังนิ่งอยู่ จากนั้นมีเสียงตื่นเต้นของชายร่างเล็กสูงอายุ ชายชาวนากรีโตยังนั่งฟังนิ่งราวกับรูปปั้น และเสียงก็เปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง ชายชาวนากรีโตได้ฟังเสียงพูดของตนเองที่ประกาศเสียงดังว่า

"หัวหน้าของท้องฟ้า ผู้สร้างฟ้า แผ่นดินและทุกสิ่งที่อยู่ในนั้น พระองค์ได้ส่งข่าวมายังชาวโลกทั้งหลาย..."

ชายนากรีโตอายุ 18 ปีฟังอย่างอัศจรรย์ใจ เขาไม่เคยได้ยินหรือเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อนเลย เสียงพูดภาษาของเขาเป็นเสียงของเขาเอง พูดออกมาจากหีบใบนี้ เสียงพูดของตัวเอง ชายร่างเล็กสี่ฟุตหัวเราะตัวสั่นไปหมด จอยต้องรอให้เสียงหัวเราะเงียบก่อนจึงพูดประโยคต่อไป และประโยคนั้นต้องพูดทีละคน... หญิงชาวฟิลิปปินส์ ชายแก่ร่างเล็ก และชายชาวนากรีโต ทุกครั้งที่เปิดประโยคใหม่ฟัง ชายชาวนากรีโตแสดงความประหลาดใจและอารมณ์ต่างๆ ด้วยการหัวเราะ !

การบันทึกเสียงข่าวประเสริฐใช้เวลาหลายชั่วโมง ทุกประโยคถูกเปิดให้ชายชาวนากรีโตฟัง และทุกประโยคที่เขาพูดต้องแปลกลับให้จอยกับแอนฟัง เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาเข้าใจสิ่งที่ได้ยินอย่างถูกต้อง หลังจากนั้นแอนตัดต่อเสียงพูดของชายชาวนากรีโตใส่ในแผ่นเสียง แอนต้องตัดต่อถึง 150 จุด ! ถึงแม้ว่าแอนไม่เข้าใจภาษานากรีโตแต่เธอรู้ว่าแผ่นเสียงนั้นมีข้อความอะไรบ้าง แผ่นเสียงได้พูดถึงบุตรของหัวหน้าท้องฟ้าที่มายังโลกนี้เพื่อตายบนไม้กางเขนรับโทษบาปผิดของชาวโลกทุกคน เพื่อช่วยให้เขาทั้งหลายรอดจากหมู่บ้านชั่วร้ายที่อยู่ข้างล่างที่มีแต่บึงไฟ ส่วนทุกคนที่วางใจในพระเยซูผู้เป็นบุตรของหัวหน้าท้องฟ้า ผู้นั้นจะได้กลายเป็นบุตรของหัวหน้าท้องฟ้าด้วย และเมื่อความตายมาถึงเขาจะได้เข้าไปหมู่บ้านที่อยู่บนฟ้า ซึ่งที่นั่นมีแต่ความสุขและสิ่งที่สวยงาม แผ่นเสียงยังพูดถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะมาอยู่ในใจของผู้ที่เชื่อพระเยซู เธอรู้ว่าแผ่นเสียงพูดเป็นภาษาที่ชายชาวนากรีโตเข้าใจ "หัวหน้าท้องฟ้าพูดว่า 'ทุกคนที่ต้อนรับพระเยซูและเชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์จะประทานสิทธิให้เป็นบุตรของหัวหน้าแห่งท้องฟ้า' "

นี่เป็นครั้งแรกที่จอยกับแอนบันทึกเสียงโดยวิธีนี้ ซึ่งทาให้พวกเธอเห็นแนว ทางที่จะนาไปใช้ในวันข้างหน้า ถ้าพวกเธอสามารถบันทึกเสียงภาษาพื้นเมืองอย่างภาษาพาลานานนากรีโต ซึ่งเป็นภาษาที่ไม่มีตัวหนังสือ และเป็นภาษาที่ไม่มี มิชชันนารีคนไหนพูดได้ แสดงว่าสิ่งนี้สามารถทากับภาษาอื่นๆ ได้ด้วย! ชนกลุ่มน้อยในโลกที่เมื่อก่อนไม่มีใครรู้จัก ตอนนี้คริสตจักรของพระคริสต์กาลังเริ่มเรียนรู้จักเผ่าต่างๆ ถึงเวลาแล้วที่กลุ่มต่างๆ เหล่านี้จะได้ยินข่าวประเสริฐในภาษาของตนเอง ที่เล่าถึงหัวหน้าแห่งท้องฟ้าผู้แสนดีและมีอานาจมากกว่าผีที่พวกเขากลัว "เจ้าทั้งหลายจงออกไปทั่วโลกประกาศข่าวประเสริฐแก่ทุกคน..." (มาระโก 16:15) ทุกคน เธออ่านคาที่คุ้นหูจากวิวรณ์บทที่ 7 ด้วยความตื้นตันใจ "ต่อจากนั้นมา ข้าพเจ้าก็มองดู และดูเถิดคนมากมายเหลือคณนามาจากทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติ ทุกภาษา คนเหล่านั้นสวมเสื้อสีขาว ถือใบตาลยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก" (วิวรณ์ 7:9)

"มาจากทุก...ภาษา" พระคาแห่งความจริงได้บอกไว้อย่างชัดเจนว่าคนที่ยืนอยู่ต่อหน้าพระเมษโปดก ไม่เพียงมาจากทุกชาติทุกเผ่าพันธุ์ แต่จะมาจากทุกภาษาด้วย ในโลกนี้ยังมีหลายร้อยหลายพันภาษาที่ยังไม่มีพระคาของพระเจ้าเลย "ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด" (โรม 10:13) ขอบคุณพระเจ้าที่หนทางแห่งความรอดเป็นเรื่องง่าย "แต่ผู้ที่ยังไม่เชื่อในพระองค์ จะทูลขอต่อพระ องค์อย่างไรได้ และผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์ จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้ และเมื่อไม่มีผู้ใดประกาศให้เขาฟัง เขาจะได้ยินถึงพระองค์อย่างไรได้...." (โรม 10:14) เขาจะได้ยินได้อย่างไร?

ที่อ้างว่าแผ่นเสียงคือคาตอบ ดูเหมือนเป็นเรื่องที่เกินความจริงและเป็นเรื่องที่อัศจรรย์ แต่มีคาตอบอื่นไหม? องค์กรวิคลิฟกล่าวว่า ตามอัตราการแปลพระคัมภีร์ในทุกวันนี้ถ้าจะให้ข่าวประเสริฐกับทุกเผ่าในโลกปัจจุบันจะต้องใช้เวลา 100 กว่าปี มีพยานหลักฐานว่าบางคนที่ได้ยินเรื่องทางแห่งความรอดทางแผ่นเสียงได้รับเชื่อ และแฟ้มจดหมายจากที่ต่างๆ.ที่เก็บไว้ในสานักงานใหญ่ของจีอาร์ก็เป็นพยาน หลักฐานในเรื่องนี้ ปัจจุบันพิสูจน์ได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเผยแพร่ความจริงเกี่ยว กับทางแห่งความรอดของพระเจ้าในภาษาต่างๆ.ที่อยู่ห่างไกลที่สุดโดยวิธีการนี้ นั่นคือผู้แปลและเทป !

จอยกับแอนอยู่ที่ฟิลิปปินส์เกือบหนึ่งปี พวกเธอบันทึกเสียงข่าวประเสริฐเป็นภาษาต่างๆ ได้ 92 ภาษา ในจานวนนั้นมีสิบภาษาที่บันทึกในเกาะพาลาวัน ซึ่งเป็นที่ชายลูกครึ่งเคยมีนิมิตในการประกาศข่าวประเสริฐกับชนพื้นเมืองที่นั่นผ่าน ทางเครื่องเล่นแผ่นเสียง งานส่วนใหญ่ที่จอยกับแอนทาได้รับความร่วมมือและความช่วยเหลือจากมิชชันนารี ถ้าปราศจากความรู้และประสบการณ์ของคนเหล่านี้งานจะดาเนินไปไม่ได้ แต่ก็มีบางครั้งที่พวกเธอต้องออกไปในบริเวณที่ไม่มีมิชชันนารีทางานอยู่เลย พวกเธอเดินทางทั้งทางเท้าที่ร้อนและเต็มไปด้วยฝุ่น ทั้งนั่งเรือที่ทา จากเปลือกหอยข้ามกระแสน้าที่เชี่ยวกราด ต้องอาศัยหลับนอนบนกระท่อมไม้ไผ่ยกพื้น ต้องคิดค้นวิธีการสื่อความจริงเรื่องข่าวประเสริฐแบบง่ายๆ ให้กับคนที่ด้อยการพัฒนาโดยใช้ล่าม ต้องอยู่ในที่มีอุณหภูมิกว่า 40 องศาเซลเซียส และยังต้องใช้อีกหลายชั่วโมงในการตัดต่อและคานวนเวลา ส่วนทีมงานที่จะรับเทปในลอสแองเจลิสก็กาลังชื่นชมยินดีกับโรงงานผลิตแห่งแรก ซึ่งเป็นห้องหนึ่งในร้านของเพื่อนในแบเวอลี่ ฮิลส์ เป็นบริเวณที่ดาราภาพยนต์ที่มีชื่อเสียงสร้างบ้านหรูหราอยู่ ในห้องดังกล่าวได้ติดตั้งเครื่องผลิตแผ่นเสียงเครื่องแรก พวกเขาไม่ต้องพึ่งบริษัทอื่นในการผลิตแผ่นเสียงอีก เมื่อทาแผ่นเสียงต้นแบบและแม่พิมพ์เสร็จ พวกเขาสามารถนามาติดกับเครื่องแล้วให้เจ้าหน้าที่จีอาร์มาคุมเครื่อง ในแต่ละเดือนสามารถผลิตแผ่นเสียงได้หลายพันแผ่น และภาษาที่มีความจาเป็นกว่าจะถูกนาไปผลิตก่อน "ภาษาที่มีความจาเป็นกว่า" คือภาษาที่ไม่มีพระคัมภีร์เลย ด้วยเหตุนี้ก่อนที่จอยกับแอนจะทางานที่ฟิลิปปินส์เสร็จในช่วงเวลา 11 เดือน แผ่นเสียงสีดาก็ได้ประกาศข่าวประเสริฐที่นั่นในภาษาที่ไม่เคยมีการประกาศมาก่อน

ก่อนสิ้นปี 1949 จีอาร์บันทึกเสียงได้ 230 ภาษา ก่อนสิ้นปี 1950 ภาษาที่บันทึกแล้วมีถึง 350 ภาษา แซนนาบาร์โลว์ได้เข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ของจีอาร์ในปี 1948 เธอไปบันทึกเสียงบางภาษาในอเมริกา มีบันทึกเสียงบางภาษาส่งมาจากรัฐเพนโซลเวเนียซึ่งที่นั่นมีห้องบันทึกเสียงแล้ว มิชชันนารีในประเทศต่างๆ ได้รับนิมิตการประกาศโดยใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียง และพวกเขาได้บันทึกบางภาษาด้วย แต่ภาษาทั้งหมดที่บันทึกมาจากประเทศฟิลิปปินส์มากที่สุด และที่ประเทศฟิลิปปินส์นี่แหละที่จอยได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของงานที่พระเจ้าได้มอบให้แก่เธอ เธอไปถึงจุดที่ไม่มีทางที่จะถอยกลับได้แล้ว ถ้าเกาะเล็กๆในฟิลิปปินส์แห่งโลกตะวันออกมีภาษาถึง 100 ภาษา แล้วทวีปใหญ่ๆ ของโลกล่ะ? จะมีสักกี่ภาษาที่ยังไม่มีใครรู้เลย มีชนกลุ่มน้อยกี่กลุ่มที่ซ่อนอยู่ในป่าใหญ่และตามเทือกเขา ที่นั่นไม่มีเสียงที่จะประกาศให้พวกเขารู้ว่าพระเยซูคริสต์ได้เข้ามาในโลก เพื่อช่วยคนบาปให้รอด? และพระองค์เองไม่ได้ตรัสหรือว่า ก่อนที่พระองค์จะกลับมายังที่พระองค์เคยถูกตรึง เพื่อสวมมงกุฎ... "ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าจะได้ประกาศไปทั่วโลก ให้เป็นคาพยานแก่บรรดาประชาชาติ แล้วที่สุดปลายจะมาถึง" (มัทธิว 24:14)

ข่าวดีเกี่ยวกับความรักของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ จะต้องไปยังทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชนชาติในโลก จีอาร์ยินดีช่วยให้มีแผ่นเสียงประกาศข่าวประเสริฐสาหรับคนที่รู้จักพระคาของพระเจ้าแล้ว แต่งานหลักของจีอาร์คือการส่งข่าวประเสริฐไปยังกลุ่มที่ยังไม่มีวิธีการอื่นให้ได้ยินข่าวประเสริฐ จอยได้พบมิชชันนารีหลายคนที่เป็นห่วง ความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณของชนเผ่าต่างๆ ที่พวกเขาได้พบเห็นแต่ไม่สา มารถพูดคุยด้วย จอยมั่นใจว่ามีหลายคนจะใช้แผ่นเสียงและนาไปแจกจ่าย จอยเคยได้ยินมิชชันนารีกล่าวว่า "ถ้าเราเพียงแต่มีใบปลิวที่เป็นภาษาของพวกเขา... แม้เรามีแต่พวกเขาก็อ่านไม่ได้ ดูเหมือนเราไม่สามารถช่วยพวกเขาได้นอกจากอธิษฐานเผื่อ" ถ้าพวกเขามีแผ่นเสียงที่พูดได้ เขาจะหาทางแจกแผ่นเสียงพร้อมกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงอย่างแน่นอน เป็นทั้งหน้าที่และโอกาสดีที่จีอาร์จะให้แผ่นเสียงเหล่านี้กับคนที่ไปประกาศยังต่างประเทศ

แต่ถ้าจะทางานนี้จะต้องมีผู้บันทึกเสียงภาคสนามจานวนมากขึ้น และจะต้องมีเจ้าหน้าที่สานักงานเพิ่มด้วย ในขณะที่จอยกับแอนยังอยู่ที่ฟิลิปปินส์พวกเธอเริ่มอธิษฐานเผื่อเรื่องนี้ ที่นั่นพวกเธอยังเผชิญหน้ากับความต้องการอีกอย่างหนึ่งคือความต้องการเกี่ยวกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่กาลังใช้อยู่ เครื่องเล่นเหล่านี้ได้เข้าไป ในสังคมต่างๆ อย่างน่าประหลาดใจเหมือนเครื่องจักรซิงเกอร์ เครื่องเล่นแผ่นเสียงได้ไปในที่แปลกใหม่ แต่เมื่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงเสียไม่มีใครสามารถซ่อมได้ มีข่าวครั้งแล้วครั้งเล่าว่าแผ่นเสียงเงียบเพราะ "กล่องที่พูดได้" ไม่ทางานแล้ว เมื่อจอย เองพบว่าชนกลุ่มน้อยที่ด้อยพัฒนาต้องการข่าวประเสริฐของพระคริสต์เป็นอย่างมาก เธอรู้ดีว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นเครื่องที่ซับซ้อนเกินไปสาหรับพวกเขา จอยจึงเขียนจดหมายถึงผู้ร่วมงานที่ลอสแองเจลิส ถึงสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้

"ขออธิษฐานเผื่อเราจนพระเจ้าจะทรงช่วย" เธอกระตุ้น "ที่เราจะมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงราคาถูก ไม่มีมอเตอร์ สามารถใช้มือหมุนที่ใครๆ ก็หมุนได้และไม่ต้องซ่อม"

บทที่ 7: สานักงานสาขาในออสเตรเลีย

ค้นหาเพิ่มเติม