บทที่ 5: เสียงเรียกจากคนร่างเล็ก

บทที่ 5: เสียงเรียกจากคนร่างเล็ก

"แกะของเราก็เที่ยวไปตามภูเขาทั้งหมด" (เอเสเคียล 34:6)

อลาสก้า ! ดินแดนที่มีน้าแข็งปกคลุมหลายเดือนในแต่ละปี แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลดูเวิ้งว้าง เสียงลมพัดเหนือพื้นหิมะดังหวีดหวิวรุนแรง มีฝูงหมาป่าร่อน เร่ไปมา ที่หมู่บ้านและค่ายป่าไม้มีคนเมาเหล้าอยู่ทั่วไป ถนนหลวงในอลาสก้าที่เพิ่งเปิดใหม่ทุกๆ 160 กิโลเมตรถึงจะมีปั๊มน้ามันสักปั๊มหนึ่ง ถ้ารถเสียกลางทางในที่เปลี่ยวจะทายังไงดีล่ะ? พูดง่ายๆ คือผู้หญิงสองคนเดินทางเพียงลาพังผ่านเทือก เขาร็อคกี้เข้าไปในอาณาเขตที่อยู่ห่างไกลของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ทางขั้วโลกเหนือ นับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ปลอดภัยเสียเลยจริงๆ !

"ถ้ามีชายฉกรรจ์สักคนไปด้วยน่าจะดีนะ" เพื่อนคนหนึ่งพูดด้วยความเป็นห่วงเมื่อรู้ว่าจอยกับแอนวางแผนจะเดินทางไปอลาสก้าตามลาพัง "ถ้ามีผู้ชายไปด้วยจะปลอดภัยกว่าผู้หญิงสองคนเดินทางไปเพียงลาพัง...!"

"แม้คนหนุ่มๆ จะอ่อนเปลี้ยและเหน็ดเหนื่อย และชายฉกรรจ์จะล้มลงที เดียว แต่เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเจ้าจะเสริมเรี่ยวแรงใหม่..." (อิสยาห์ 40:30-31) จอยยิ้มเมื่ออ่านข้อความเหล่านี้ในการอ่านพระคัมภีร์ประจาวันของเธอ "ชายฉกรรจ์ จะล้มลงทีเดียว...." แน่นอน เธอไม่รู้จักชายฉกรรจ์ที่ได้ยินเสียงเรียกของพระเจ้าที่จะเดินทางไปบันทึกเสียงที่อลาสก้า "...แต่เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเจ้าจะเสริมเรี่ยวแรงใหม่" ทั้งหญิงและชายสามารถทวงสัญญาข้อนี้ได้ถ้าเขาทาตามเงื่อนไข ถ้าเธอต้องการความมั่นใจมากขึ้นเกี่ยวกับการทดสอบความอดทนเมื่อไปที่อลาสก้า พระสัญญาข้อนี้สามารถให้ความมั่นใจกับเธอได้ เธอมั่นใจว่าการเดินทางไปทางตอนเหนือของประเทศเป็นแผนการของพระเจ้า ชาวอลาสก้าต้องการข่าวประเสริฐอย่างยิ่ง ไม่เพียงเพราะความเสื่อมลงจากการติดเหล้าของคนในหมู่บ้านต่างๆ .และที่ค่ายป่าไม้ แต่ยังมีเรื่องการอาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายของชาวอินเดียนแดงที่ เป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมและชาวเอสกิโม มีมิชชันนารีน้อยคนที่สามารถพูดภาษาของ คนเหล่านั้น ช่วงฤดูหนาวอันยาวนานและมืดมิดคนเหล่านี้เบียดเสียดอยู่ในบ้านใต้ดินหลังเล็กๆ. หรืออยู่ในกระท่อมที่ทาด้วยสักหลาด.พวกเขาไม่มีหนังสืออ่าน ไม่มีรายการวิทยุที่เป็นภาษาของตนเองฟัง จะไปถึงพวกเขาได้อย่างไรในเมื่อพวกเขากระจายอยู่ตามป่าและพื้นที่ราบที่มีน้าแข็งปกคลุม?

เครื่องเล่นแผ่นเสียงกับแผ่นเสียงบันทึกข่าวประเสริฐเป็นภาษาของพวกเขาคือคาตอบที่ชัดเจนมาก วิธีนี้เป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้รู้ถึงความรักของพระเจ้าในพระคริสต์ ถ้าพวกเธอไม่ใช้วิธีนี้นาข่าวประเสริฐไปถึงพวกเขา โลหิตของพวกเขาจะตกอยู่ที่ศีรษะของเธออย่างไม่ต้องสงสัยเลย เพราะฉะนั้นเธอกับแอนต้องไปที่ อลาสก้า พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ที่กาลังนาพวกเธออยู่จะทรงมีชัยเหนือปัญหาต่างๆ

ดังนั้นเธอทั้งสองวางแผนอีกครั้งทั้งๆ ที่มองไม่เห็นว่าจะสาเร็จได้อย่างไร และเป็นอีกครั้งที่พวกเธอจะเดินทางโดยมีเงินอยู่ในมือสาหรับความจาเป็นส่วนตัวเท่านั้น ส่วนความจาเป็นที่สาคัญที่สุดได้ถูกจัดเตรียมไว้แล้ว นั่นคือรถคันใหญ่สี่ ประตูจะบรรทุกกล่องใส่สิ่งของต่างๆ มีทั้งถุงนอนอย่างหนา อุปกรณ์ในการพักแรม และเครื่องมือที่จะใช้ในการบันทึกเสียง เบาะนั่งด้านหน้าและด้านหลังใช้เป็นที่นอนในเวลากลางคืน

พวกเธอมีความกังวลเกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องมือบันทึกเสียงที่มีอยู่ ซึ่งมันเหมาะสาหรับการเดินทางที่สะดวก แต่พวกเธอรู้ว่าหลายเผ่าที่ต้องการไปหานั้นเดินทางไปถึงลาบาก จะขนเครื่องบันทึกเสียงที่มีน้าหนักกว่า 50 กิโลกรัมไว้บนเรือคานูที่ผ่านน้าไหลเชี่ยว หรือบนลากเลื่อนสุนัขวิ่งบนหิมะได้อย่างไร? เวลานี้มีการประดิษฐ์เครื่องบันทึกเสียงที่มีน้าหนักเบากว่า เพื่อนที่อยู่ทางตอนกลางของภาคตะวันตกเขียนจดหมายมาบอกว่าถ้าพวกเธอสนใจเครื่องดังกล่าว เขายินดีจะช่วยหาให้ในราคาต้นทุน พวกเธอสนใจเครื่องดังกล่าวมากแต่ไม่มีเงิน พวกเธอจึงไม่ได้ตอบรับข้อเสนอนั้น แต่วันที่จะออกเดินทางจากลอสแองเจลิส คือวันที่ 7 มิถุนายน 1947 จอยยังรู้สึกประทับใจเครื่องบันทึกเสียงที่มีน้าหนักเบานั้นมาก ความสาเร็จของงานอยู่ตรงหน้าของพวกเธอแล้ว อาจจะขึ้นอยู่กับการมีเครื่องนั้นอยู่ด้วยก็เป็น ได้ พระสัญญาของพระเจ้ากล่าวไว้ว่า "พระเจ้าของข้าพเจ้าจะประทานสิ่งสารพัด ที่พวกท่านขาดอยู่นั้น" (ฟีลิปปี 4:19) รวมทั้งเครื่องมือที่จาเป็นนี้ด้วยใช่ไหม? จิต ใจของจอยร่าเริงและความเชื่อของเธอเข้มแข็ง เธอพูดกับแอนว่า

"แอน เราจะสั่งเครื่องบันทึกเสียงนั้น!"

แอนรู้ดีว่าพวกเธอไม่มีเงินที่จะซื้อ แต่จิตใจของเธอร่าเริงและความเชื่อของเธอก็เข้มแข็งเช่นกัน !

"ตกลง !" เธอพูด

"...เป็นเพื่อนที่ดีเสมอ !" จอยคิดด้วยความปลื้มปิติ การมีเพื่อนร่วมทางที่มีใจเดียวกันเป็นสิ่งที่ทาให้มีกาลังใจ "เราจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร" เธอพูด "เราจะอธิษฐานขอพระเจ้าประทานเงินให้เราทันเวลา..." ทั้งสองจึงโทรศัพท์หาเพื่อนที่อยู่ทางตอนกลางของภาคตะวันตก ให้เขาส่งเครื่องบันทึกเสียงไปที่ชายแดนแคนาดา พวกเธอจะไปรับและจ่ายเงินที่นั่น ในระหว่างเดินทางพวกเธอได้วางแผนหยุดพักบางแห่งเพื่อแบ่งปันในที่ประชุม แม้ว่าพวกเธอไม่ได้บอกเรื่องค่าเครื่องบันทึกเสียงที่ต้องจ่ายที่ชายแดน แต่เมื่อไปถึงที่นั่นพวกเธอนับเงินที่ได้รับมาจากผู้ที่มีภาระใจสนับสนุนเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นใหม่ ปรากฎว่าพวกเธอมีเงินที่จะจ่ายค่าเครื่องพอ ดีทุกบาททุกสตางค์เลยทีเดียว!

จากนั้นทั้งสองเดินทางข้ามชายแดนเข้าไปในประเทศแคนาดา รถวิ่งผ่านจังหวัดแอลเบอต้าไปตามเนินเขาร๊อคกี้ที่เต็มไปด้วยต้นสน ขึ้นไปที่ยูคอนและเข้าเขตรัฐอลาสก้า การเดินทาง 6,400 กว่ากิโลเมตรได้ผ่านพ้นไปโดยไม่มีปัญหาเกี่ยวกับรถหรือยางแตกเลย ทั้งสองไปถึงหุบเขาคอปเปอร์ริเวอร์ที่เขียวขจีและอุดมสมบูรณ์ ภายใต้ท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆ พื้นดินถูกปกคลุมด้วยหญ้าราวกับพรมนุ่ม มีดอกไม้ป่าสีสรรสดใส และดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่างจ้าอยู่เหนือศีรษะ ดู เหมือนเป็นไปไม่ได้ที่อีกสองสามเดือนข้างหน้าอุณหภูมิจะต่าลงติดลบถึง 90 องศา ฟาเรนไฮน์ และจะมีหิมะอยู่ทั่วทุกตารางนิ้ว! แต่ครอบครัวมิชชันนารีหนุ่มสาวชาวอเมริกันที่จอยกับแอนจะไปหานั้นกาลังเตรียมฟืนและเนื้อไว้ บ้านของพวกเขาหลังเล็กกระทัดรัด ซึ่งถูกสร้างให้สามารถทนความเหน็บหนาวของฤดูหนาวในอลาสก้า

พวกเขาต้อนรับแขกของตนด้วยความยินดี และนาแผนที่ของบริเวณนั้นมาเริ่มวางแผนที่จะนาคนที่สามารถพูดได้สองภาษาจากเผ่าต่างๆ มาบันทึกเสียง มิชชันนารีหนุ่มชื่อคลาร์กอธิบายว่า เพื่อให้ได้ภาษาของพวกเขามีบางรายที่เราจา เป็นต้องไปถึงพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ เพราะคนเหล่านี้ขี้อายและขี้ระแวง พวกเขาชอบแยกตัวอยู่อย่างสันโดษ ไม่ชอบเข้ามาที่หมู่บ้านหรือที่ค่ายป่าไม้ ดังนั้นหนทางเดียวที่จะสามารถติดต่อกับพวกเขาได้ คือต้องเดินทางเข้าไปในพื้นที่ของพวกเขา แล้วในการสนทนาเขาได้พูดขึ้นว่า

"รู้ไหมคุณริดเดอร์ฮอฟ ที่หมู่เกาะในฟิลิปปินส์มีภาษาต่างๆ มากมายหลายสิบภาษา" ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเขาเป็นทหารถูกส่งไปที่หมู่เกาะทางตะวัน ออกและได้เห็นชาวพื้นเมืองของที่นั่นบ้าง สภาพความเป็นอยู่ของคนเหล่านั้นยังห่างไกลความเจริญ "ชนพื้นเมืองเหล่านั้นส่วนมากเกือบจะไม่มีสื่อข่าวประเสริฐในภาษาของพวกเขาเลย"

พวกเขาไม่ได้พูดคุยเกี่ยวกับความต้องการของคนที่เกาะแห่งนั้นมากนัก ซึ่ง ที่นั่นไม่มีฤดูหนาวเลย ถ้าตอนนี้ดวงอาทิตย์กาลังส่องแสงมาที่อลาสก้า ภูเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะทางเหนือของหุบเขาคอปเปอร์ริเวอร์ เป็นเครื่องเตือนใจว่าช่วงฤดูร้อนของที่นี่สั้นและมีเวลาไม่มากที่จะทาพันธกิจ พวกเขาจึงดึงความสนใจกลับ มาทางานที่มีอยู่ใกล้ตัวต่อ วางแผนด้วยความระมัดระวังว่าจะใช้เวลาอย่างไรให้ดีที่สุดใน 4-5 เดือนข้างหน้า ก่อนที่ฤดูหนาวทางตอนเหนือจะมาถึง แต่ค่าคืนนั้นหลังจากจอยเข้านอนในถุงนอนของเธอที่อยู่เบาะนั่งทางด้านหน้ารถสี่ประตู เธอดีใจที่ปลอดภัยจากลมอันหนาวจัดที่พัดโชยลงไปยังหุบเขา การพูดคุยสั้นๆ ถึงเรื่องหมู่เกาะในฟิลิปปินส์ผุดขึ้นในความทรงจาของเธอ

ประเทศฟิลิปปินส์มีเกาะเป็นพันๆ เกาะ มีภูเขาสูงที่อยู่เหนือน้าทะเลสีน้าเงินอมเขียว ในผืนป่ามีคนหลายเผ่าซ่อนอยู่ และส่วนมากไม่มีข่าวประเสริฐที่เป็นภาษาของพวกเขาเอง

จอยบอกกับตัวเองว่าตอนนี้เธอไม่มีเวลาคิดถึงเกาะแห่งทะเลทางตะวันออก เธอจะต้องเอาใจใส่งานที่มีอยู่ใกล้ตัว เธอจะต้องทางานอย่างเต็มที่ มีภาษาของชาว เอสกีโมเผ่าต่างๆ ในอลาสก้าที่ต้องบันทึกเสียง ต้องไปหาทุกภาษาและชักชวนคนที่พูดได้สองภาษาให้มาช่วยในการบันทึกเสียง ทุกภาษาจะต้องเตรียมรายการหกหรือแปดรายการ และต้องทาให้พอดีกับเวลาสามนาทีครึ่งสาหรับแผ่นเสียงหนึ่งแผ่น งานเหล่านี้ต้องใช้ทั้งพลังสมองและร่างกายทั้งหมดที่จอยกับแอนมี เมื่อเข้าไปในดินแดนของเจ้าแห่งความมืดจอยรู้ดีว่าจะต้องมีการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณเกิดขึ้น จอยพร้อมเผชิญหน้ากับความล่าช้าที่ต้องมีการเลื่อนเวลา ความคับข้องใจ ความงุนงง การหลอกลวงของชาวบ้านที่ขี้ระแวง ความเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ รวมทั้งความไม่เข้าใจในน้าพระทัยของพระเจ้าที่ชัดเจน แต่เธอต้องการเผชิญหน้าสิ่งเหล่านี้ด้วยใจที่ไม่หวั่นไหว แล้วทาไมเราจะต้องคิดถึงการเดินทางไปในที่อีกแห่งหนึ่งเล่า ในเมื่อเราเพิ่งเริ่มทางานที่อลาสก้านี้

แต่เสียงเรียกจากคนร่างเล็กในฟิลิปปินส์ยังไม่หายไป เวลาผ่านไปหลายเดือนในอลาสก้า และหลังจากกลับไปที่ลอสแองเจลิสพร้อมกับชัยชนะที่ได้บันทึกเสียงสาเร็จ 20 ภาษา เสียงเรียกนั้นก็ยังคงอยู่ ในปีถัดไปยังคงมีโอกาสบันทึกเสียงภาษาอื่นๆ ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจที่ได้พบว่าภาษาของชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ ในทวีป อเมริกาเหนือมีเป็นจานวนมาก ยิ่งรู้ว่ามีภาษาอื่นๆ ในอเมริกาเหนือ ความต้องการของกลุ่มต่างๆ ในประเทศฟิลิปปินส์ก็ยิ่งชัดมากขึ้น ถ้ายังมีกลุ่มต่างๆ ที่ยังไม่ได้รับการประกาศในอเมริกาเหนือ ทั้งๆ ที่มีประวัติศาสตร์คริสเตียนถึง 300 ปี แล้วประเทศฟิลิปปินส์ล่ะ ที่ที่ได้เปิดให้กับมิชชันนารีโปรแตสแตนท์เพียงครึ่งศตวรรษเท่านั้น เธอได้เรียนรู้ข้อมูลต่างๆ.ที่มีอยู่ และคาดเดาหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับความต้องการของคนเหล่านั้น ที่ไม่มีคนรู้จักและไม่มีข้อมูลบันทึกเอาไว้ ในระหว่าง นั้นชาวป่าอาศัยอยู่ตามภูเขาที่กระจัดกระจาย ในบริเวณที่มหาสมุทรแปซิฟิกไหลบรรจบกับทะเลจีนใต้ ผู้คนเหล่านี้อยู่ด้วยความหวาดกลัวภูติผีและเสียชีวิตโดยปราศจากความหวัง ไม่มีเสียงที่พวกเขาสามารถเข้าใจที่ร้องว่า "มวลมนุษย์ทั่วแผ่นดินโลกเอ๋ย จงหันมาหาเรา และรับการช่วยให้รอด.."(อิสยาห์ 45:22)

เสียงเรียกนั้นปฏิเสธไม่ได้อีกแล้ว เจ้าหน้าที่จีอาร์ในลอสแองเจลิสได้รับจด หมายจากมิชชันนารีหลายคน ให้กาลังใจว่าแผ่นเสียงข่าวประเสริฐมีประโยชน์มาก

"ในระหว่างที่เราทาการรักษาร่างกายของคนป่วย เครื่องเล่นแผ่นเสียงได้เล่นข่าวประเสริฐชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า ให้กับดวงใจที่เจ็บป่วยเพราะความบาป..."

ชายคนหนึ่งพูดกับมิชชันนารีของเขาว่า "ทุกครั้งที่ผมฟังหีบเล็กๆพูดเหมือน เดิม....ผมรู้ว่าคาพูดเหล่านั้นเป็นความจริง"

"คนเหล่านี้ยึดมั่นศาสนาเดิมของพวกเขาด้วยความภาคภูมิใจและดูหมิ่นการประกาศของผม แต่แผ่นเสียงที่เป็นภาษาของพวกเขาเองดึงดูดความสนใจของพวก เขาเสมอ และพวกเขาโต้แย้งแผ่นเสียงไม่ได้...."

"เราอาศัยอยู่ในเขตที่รัฐบาลจากัดไว้ แต่ชาวพื้นเมืองแม้จะไม่มีการศึกษายังสามารถนาแผ่นเสียงข่าวประเสริฐไปในที่ที่เราไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป"

ถ้าวิธีนี้เป็นหนทางเผยแพร่ข่าวประเสริฐที่พระเจ้าได้มอบไว้ในมือของพวกเธอ และพวกเธอเองก็มั่นใจว่าพระเจ้ามอบวิธีนี้ให้ จึงเป็นความรับผิดชอบของพวกเธอที่จะใช้วิธีนี้ และถ้าพระเจ้ากาลังทรงนาจอยกับแอนไปยังประเทศฟิลิปปินส์ เธอทั้งสองก็ต้องไป

แม้ไม่มีเงินสาหรับโครงการนี้แต่พวกเธอก็เริ่มวางแผนราวกับว่ามีเงิน เช้าวันที่ต้องไปรับหนังสือเดินทางพวกเธอไม่มีเงินพอที่จะจ่ายคนละ 9 ดอลล่าร์ แต่บ่ายวันนั้นพวกเธอก็ไปรับหนังสือเดินทางที่สานักงานพร้อมกับเงิน 18 ดอลล่าร์ สองเดือนต่อมาต้องจ่ายเงินค่าวีซ่า 20 ดอลล่าร์ พวกเธอก็ได้รับเงินทันเวลาพอดี

พวกเธอยังต้องมีเงินสาหรับเป็นค่าเดินทางอีกคนละ 484 ดอลล่าร์ เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ มีคากล่าวไว้ว่าเคล็ดลับการรับสิ่งที่ยิ่งใหญ่จากพระเจ้านั้นคือการรอคอยจนวินาทีสุดท้าย! ความเชื่อของเธอทั้งสองเรื่องการเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์ถูกทดลองเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า เธอรู้ว่าเป็นการทดสอบความเชื่อที่มีเป้าหมาย เพื่อเตรียมพวกเธอสาหรับหนทางข้างหน้าที่ยังไม่รู้ "ถ้าเจ้าวิ่งแข่งกับมนุษย์ และเขาทาให้เจ้าเหน็ดเหนื่อย เจ้าจะแข่งกับม้าได้อย่างไร และถ้าเจ้ายังล้มลงในแผ่นดินที่ปลอดภัย เจ้าจะทาอย่างไรในดงลุ่มแม่น้าจอร์แดน" (เยเรมีย์ 12:5) จอยกับแอนไม่ได้แสดงความสงสัยว่าจะไม่ได้รับเงินค่าเดินทาง วันหนึ่งขณะที่จอย อยู่ที่เมืองซีเอทเทิล มีจดหมายจากลอสแองเจลิสเขียนมาบอกว่า "นาง เอส. กล่าวว่าเธอมีความประสงค์จะจ่ายค่าเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์ของคุณกับแอน" จอยกับแอนได้รับเงินก่อนวันออกเดินทางประมาณหนึ่งอาทิตย์

แม้แต่ขณะอยู่บนเรือข้ามมหาสมุทรแฟซิฟิก พวกเธอยังมีความสงสัยขณะ สนทนากัน "จะมีคนมารับเราไหม?" "ที่กรุงมะนิลาเราจะพักกันที่ไหน?" "จากมะนิลาเราจะไปที่ไหน?" ดูเหมือนพวกเธอกาลังเดินไปอย่างว่างเปล่า แต่จอยสรร เสริญพระเจ้าว่า "บัดนี้เจ้าจะได้เห็นเหตุการณ์ซึ่งเราจะกระทา..." (อพยพ 6:1) บนท้องฟ้ามีเครื่องบินกาลังบินไปยังกรุงมะนิลา เครื่องบินลานั้นมีกระเป๋าจดหมายที่หนึ่งในนั้นมีจดหมายฉบับหนึ่งเขียนถึงโรงเรียนพระคริสตธรรมฟาร์อีสเทอร์น ประ กาศการมาของนางสาวจอย ริดเดอร์ฮอฟและเพื่อนของเธอนางสาวแอน เชอร์วูดจากองค์กรจีอาร์ จดหมายนี้จ่าหน้าซองถึงคุณบ๊อบ บาวแมนของรายการวิทยุ FEBC ในขณะที่เรือ เอส.เอส. แม็กเคนลีแล่นระหว่างเรือสงครามญี่ปุ่นเพื่อไปยังท่าเรือ "จอย ริดเดอร์ฮอฟ! ... จะมาถึงมะนิลาประมาณวันที่ 15 พฤศจิกายน... เธอจะมาถึงวันนี้นี่!" บ๊อบโทรไปที่บริษัทเรือในกรุงมะนิลา เมื่อเขาวางหูโทรศัพท์และมองดูนาฬิกา เขาพูดกับตัวเองว่า "คิดว่าเราคงไปถึงเรือทัน" เขามาทันเวลาที่ เรือเทียบท่าพอดี จอยกับแอนเอนกายพิงอยู่ที่ราวขอบเรือ ทั้งสองมองไปที่ท่าเรือเห็นชายคนหนึ่งยิ้มมองมาที่พวกเธอ เขายกหมวกขึ้นและโบกมือด้วยความอบอุ่นต้อนรับเธอทั้งสองที่มาถึงประเทศฟิลิปปินส์

บทที่ 6: ถึงชนทุกเผ่าพันธุ์

ค้นหาเพิ่มเติม